วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พระไตรปิฏก ตอน ว่าด้วยพระสูตร

มหาสติปัฏฐานสูตร 

สูตรว่าด้วย การตั้งสติอย่างใหญ่

     พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคม ชื่อกัมมาสธัมมะ เคว้นกุรุ ตรัสสอนภิกษุทั้งว่า หนทางเป็นที่ไปอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ เพื่อก้าวล่วงความโศก ความคร่ำครวญ เพื่อให้ความทุกข์การทุกข์ใจตั้งอยู่ไม่ได้ เพื่อบรรลุะรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน คือ การตั้งสติ ๔ อย่าง ได้แก่:
     ๑.  ตั้งสติ กำหนดพิจารณากายในกาย (กายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่ : การพิจารณา กายในกาย คือ การพิจารณาลมหายใจเข้าออก ก็ถือว่าลมหายในเป็นกายอย่างหนึ่ง ลมหายใจจึงเป็นกายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่)
     ๒.  ตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาในเวทนา (ความรู้สึกอารมณ์ส่วนย่อยในความรู้สึกอารมณ์ส่วนใหญ่)
     ๓.  ตั้งสติกำหนดพิจารณาในจิต (จิตส่วนย่อยในจิตส่วนใหญ่ คือ จิตดวงใดดวงหนึ่งในจิตที่เกิดขึ้นดับไปมากดวง)
     ๔.  ตั้งสติกำหนดพิจารณา ธรรมในธรรม (ธรรมส่วนย่อยในธรรมส่วนใหญ่)

การพิจารณา กาย แบ่งออกเป็น ๖ ส่วน

     ๑.  พิจารณากำหนดลมหายใจ เข้า ออก (อานาปามนสิการบรรพ)
     ๒.  พิจารณาอิริยาบถของกาย เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน (อิริยาปถบรรพ)
     ๓.  พิจารณารู้ตัวในความเคลื่อนไหว เช่น ก้าวไป ก้าวมา คู่แขน เหยียดแขน กิน ดื่ม เป็นต้น (สัมปชัญญบรรพ)
     ๔.  พิจารณาความน่าเกลียดของร่างกาย ซึ่งแบ่งออกเป็นส่วนย่อยต่างๆ มี ผม ขน เป็นต้น (ปฏิกูลมนสิการบรรพ)
     ๕.  พิจารณาร่างกายโดยความเป็นธาติ (ธาตุบรรพ)
     ๖.  พิจารณาร่างกายที่เป็นศพ มีลักษณะต้างๆ ๙ อย่าง (นวสีวถิกาบรรพ)

การพิจารณาเวทนา (ความรู้สึกอารมณ์) ๙ อย่า

     ๑.  สุข
     ๒.  ทุกข์
     ๓.  ไม่ทุกข์ไม่สุข
     ๔.  สุขประกอบด้วยอามิส (เหยื่อล่อมีรูป เสียง เป็นต้น)
     ๕.  สุขไม่ประกอบด้วยอามิส
     ๖.  ทุกข์ประกอบด้วยอามิส
     ๗.  ทุกข์ไม่ประกอบด้วยอามิส
     ๘.  ไม่ทุกข์ไม่สุขประกอบด้วยอามิส
     ๙.  ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่ประกอบด้วยอามิส

การพิจารณาจิต ๑๖ อย่าง

     ๑.  จิตมีราคะ
     ๒.  จิตปราศจากราคะ
     ๓.  จิตมีโทสะ
     ๔. จิตปราศจากโทสะ
     ๕.  จิตมีโมหะ
     ๖.  จิตปราศจากโมหะ
     ๗.  จิตหดหู่
     ๘.  จิดฟุ้งซ่าน
     ๙.  จิตใหญ่ (จิตในฌาน)
   ๑๐.  จิตไม่ใหญ่ (จิตที่ไม่ถึงฌาน)
   ๑๑.  จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
   ๑๒.  จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
   ๑๓.  จิตตั้งมั่น
   ๑๔.  จิตไม่ตั้งมั่น
   ๑๕.  จิตหลุดพ้น
   ๑๖.  จิตไม่หลุดพ้น

การอนึ่งพิจารณาธรรมแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน

     ๑.  พิจารณาธรรมที่กั้นจิตมิให้บรรลุสมาธิ ที่เรียกว่า นิวรณ์ ๕ (นีวรณบรรพ)
     ๒.  พิจารณาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธบรรพ)
     ๓.  พิจารณาอายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตนบรรพ)
     ๔.  พิจารณาธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ (โพชฌงค์บรรพ)
     ๕.  พิจารณา อริยสัจจ์ ๔ (สัจจบรรพ)
     อนึ่ง การพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งสี่ข้อนี้ นอกจากมีรายการพิเศษดังกล่าวมาแล้ว ยังมีรายการพิจารณาที่ตรงกันอีก ๖ ประการ คือ 
     ๑.  ที่อยู่ภายใน
     ๒.  ที่อยู่ภายนอก
     ๓.  ที่อยู่ทั้งภายในภายนอก
     ๔.  ที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
     ๕.  ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
     ๖.  ที่มีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

อานิสงส์สติปัฏฐาน

     ครั้นแล้วทรงสรูปผลของการปฏิบัติ ในการตั้งสติ ๔ อย่างนี้ว่า จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน ถ้ายังมีเชื้อเหลือ ก็จะได้บรรลุความเป็นพระอนาคามี (ผู่้ไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีก) ภายใน ๗ ปี หรือลดลงมาโดยลำดับ ถึงภายใน ๗ วัน


ขอขอบพระคุณ หนังสือพระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน ตอนว่าด้วยพระสูตร มา ณ ที่นี้ด้วยเพราะเนิ้อหาอ่านแล้วดีมากค่ะ ดิฉันคิดว่าน่าจะนำเอาเนื้อหาสาระบางประการมานำเสนอให้ผู้ที่สนใจอ่านต่อไปค่ะ...ขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง